พระคันธารราฐ และ พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ วัดหน้าพระเมรุ

25/09/2020 sexyimi

พระคันธารราฐ และ พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ วัดหน้าพระเมรุ

( วัดพระเมรุราชิการามวรวิหาร)

ตำบลท่าวาสุกรี อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

พระพุทธรูปศิลาขนาดใหญ่ประทับนั่งห้อยพระบาท ศิลปะแบบทวารวดี ปางประทานปฐมเทศนา ปรากฏในโลกเพียง 6 องค์เท่านั้นและพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง และคุ้มครองบ้านเมือง ทำให้ข้าศึกเกิดความเกรงกลัวไม่ทำลายวัดนี้ เป็นที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง

พระคาถาบูชา พระคันธารราฐ

นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ ( 3 จบ )

พระพุทธะคันธารราฐ   มหาประสิทธิ

สิทธิกิจจัง                 สิทธิกัมมัง

สิทธิการิยะ               ตะถาคะโต

สิทธิลาโภ                 นิรันตานัง

สิทธิเตโช                  ชะโยนิจจัง

สัพพะสิทธิ               ภะวันตุโว

อะหังวันทามิ           สัพพะทาฯ

คาถาบูชาพระพุทธนิมตรวิชิตมารโมลีสรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ

นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ ( 3 จบ )

พุทธนิมิตตัง อหังวันทา ขมามิหัง

พุทธนิมิตตัง สหัสสะโกติเทวตานัง

พุทธนิมิตตั้งสาธุ รูปานัง

อิติสุคะโต อะระหังพุทโธ นะโมพุทธายะ ปฐวีคงคา พระภูมะเทวา ขมามิหัง

            วัดหน้าพระเมรุ หรือ วัดพระเมรุราชิการามวรวิหาร ตั้งอยู่ที่อำเภอพระนครศรีอยุธยาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ริมคลองสระบัวด้านเหนือของคูเมือง (แม่น้ำลพบุรีเก่า) ตรงข้ามกับพระราชวังหลวง         มีชื่อเดิมว่า วัดพระเมรุราชการาม  แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้างและสร้างในสมัยใด พิจารณาได้ว่า น่าจะเป็นวัดสร้างขึ้นตรงที่ถวายพระเพลิงกษัตริย์องค์ใดองค์หนึ่งต้นสมัยอยุธยา ตามตำนานกล่าวถึงวัดนี้ว่า พระองค์อินทร์ในสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ รัชกาลที่ ๑๐ แห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงสร้างเมื่อจุลศักราช ๘๖๔ (พ.ศ. ๒๐๔๖) ประทานนามว่า วัดพระเมรุราชิการราม”  แต่ประชาชนส่วนมากนิยมเรียกว่า  วัดพระเมรุ  จึงเป็นนามของวัดที่ใช้มาจนทุกวันนี้

วัดหน้าพระเมรุเป็นวัดเดียวในกรุงศรีอยุธยาที่ไม่ถูกพม่าทำลาย และยังคงสภาพที่ดีมาก บ้างสันนิษฐานว่าอาจเป็นเพราะพม่าได้ไปตั้งกองบัญชาการอยู่ที่วัดนี้กับวัดหัสดาวาส (ซึ่งปัจจุบันเป็นวัดร้างและยังเหลือสิ่งก่อสร้างที่ไม่ถูกทำลายอยู่บ้าง) พระอุโบสถของวัดหน้าพระเมรุเป็นแบบอยุธยาซึ่งมีเสาอยู่ภายใน           แต่น่าจะมาเพิ่มเสารับชายคาที่หลังในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พระประธานในอุโบสถซึ่งสร้างปลายสมัยอยุธยา หรือได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ในช่วงนั้น เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องหล่อสำริดขนาดใหญ่ มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา

เนื่องจากเคยเป็นวัดที่พม่าใช้ตั้งฐานบัญชาการจึงเป็นวัดเดียวในกรุงศรีอยุธยาที่ไม่ได้ถูกพม่าทำลายและยังคงปรากฏสถาปัตยกรรมแบบอยุธยา

และอยู่ในสภาพสมบูรณ์มากที่สุดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยากล่าวถึงเหตุการณ์คราวทำสัญญาสงบศึกระหว่างสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์กับพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง มีการปลูกพลับพลาเป็นที่ประทับซึ่งอยู่ด้านหน้าวัดพระเมรุกับวัดหัสดาวาส (ปัจจุบันวัดหัสดาวาสเหลือเพียงซากเจดีย์) อีกตอนหนึ่งเมื่อคราวสมเด็จพระเจ้าอะลองพญามาตีกรุงศรีอยุธยา เมื่อเดือน ๖ ขึ้น ๑ ค่ำพ.ศ. ๒๓๐๓ พม่า เอาปืนใหญ่มาตั้งที่วัดพระเมรุราชิการาม   กับวัดหัสดาวาส พระเจ้าอะลองพญา

ทรงบัญชาการและทรงจุดปืนใหญ่เองปืนใหญ่ที่ตั้งอยู่ในวัดพระเมรุราชิการามแตกต้องพระองค์บาดเจ็บสาหัส ประชวรหนักในวันนั้นพอรุ่งขึ้น ๒ ค่ำเดือน ๖ พ.ศ. ๒๓๐๓ พม่าเลิกทัพกลับไปทางเหนือ หวังออกทางด่านแม่ละเมาะ แต่ยังไม่พ้นแดนเมืองตาก พระเจ้าอะลองพญาก็สิ้น

            พระคันธารราฐ” วัดหน้าพระเมรุราชิการาม หรือวัดหน้าพระเมรุ

จ.พระนครศรีอยุธยา  พุทธลักษณะ  เป็นพระพุทธรูปศิลาขนาดใหญ่ประทับนั่งห้อยพระบาท ศิลปะแบบทวารวดี ปางประทานปฐมเทศนา มีขนาดหน้าตักกว้าง 1.70 เมตร สูง 5.20 เมตร สร้างขึ้นจากวัสดุหินปูนสีเขียวแก่หรือศิลาเขียว พระหัตถ์ทั้งสองข้างวางคว่าอยู่บนพระขานุ (เข่า) เบื้องพระปฤษฎางค์ (เบื้องหลัง)   มีพนัก และเหนือขึ้นไปหลังพระเศียรมีประภามณฑลหรือรัศมี สลักลายที่ขอบปัจจุบันประดิษฐานเป็นพระประธานอยู่ในพระวิหารสรรเพชญ์ หรือพระวิหารคันธารราฐ หรือพระวิหารเขียน หรือพระวิหารน้อย

            พระวิหารสรรเพชญ์ ประชาชนเรียกชื่อว่า พระวิหารคันธารราฐหรือเรียกชื่อว่า “ พระวิหารเขียน” เนื่องจากมีลายเขียนภายในพระวิหารหรือมีชื่อเรียกกันอีกว่า “ พระวิหารน้อย” เนื่องจากเป็นพระวิหารขนาดเล็ก มีขนาดกว้างประมาณ 6 เมตร ยาวประมาณ 16 เมตรเท่านั้น ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของพระอุโบสถ ห่างจากพระอุโบสถประมาณ 2 เมตรเศษ หันหน้าออกไปทางทิศใต้หรือไปทางแม่น้ำลพบุรี พระยาไชยวิชิต (เผือก) ได้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2381 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3  แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระวิหารมีมุขทั้งด้านหน้าและด้านหลัง หลังคามุงกระเบื้องดินเผา ประดับช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ ปิดทองประดับกระจกเช่นเดียวกับพระอุโบสถ หน้าบันสลักลายดอกไม้และนก มีประตูเข้าสู่ภายในพระวิหารเฉพาะด้านหน้าประตูเดียว เป็นประตูไม้แกะสลักลายก้านขดเคล้าภาพเป็นภาพ        เทพนม ครุฑ นาค และนก ตอนล่างแกะลายฐานสิงห์ ตอนบนเป็นวิมานและลายเปลว (ฝีมือช่างสมัยอยุธยาตอนปลายอาจเป็นสมัยพระเจ้าปราสาททอง) ซุ้มประตูเป็นลายปูนปั้นปิดทอง ตรงกลางทำเป็นรูปอาคารแบบยุโรป ล้อมด้วยลายดอกไม้มีลายเครือเถาอยู่ที่กรอบ เป็นลายแบบฝรั่งในจีนฝีมือช่างสมัยรัชกาลที่ 4  ผนังด้านข้างของพระวิหารมีหน้าต่างด้านละ 1 บาน ผนังด้านในมีจิตรกรรมฝาผนังเขียนภาพเล่าเรื่องชาดกโดยรอบ ปัจจุบันภาพเขียนจิตรกรรมยังคงอยู่แม้จะลบเลือนไปมากตามกาลเวลา

            พระคันธารราฐ สันนิษฐานว่าเคยประดิษฐานอยู่ ณ วัดมหาธาตุ ในเกาะเมืองข้างวัดราชบูรณะ   จ. พระนครศรีอยุธยา มาก่อน ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่มีมาก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา และเป็นวัดร้างในยุคนั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาไชยวิชิต  (เผือก) ผู้รักษาการกรุงศรีอยุธยาในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นแม่กองบูรณปฏิสังขรณ์วัดมหาธาตุจึง ได้ขุดค้นพบ  “ พระคันธารราฐ”  พระพุทธรูปศิลาเขียวสมัยทวารวดีองค์นี้ แล้วได้มีการเคลื่อนย้ายอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ในพระวิหารน้อย ที่พึ่งสร้างขึ้นใหม่เมื่อปี พ.ศ. 2381 นี้ ณ วัดหน้าพระเมรุราชิการาม จวบจนถึงปัจจุบันทั้งนี้ พระยาไชยวิชิต (เผือก) ได้จารึกไว้ในศิลาซึ่งติดตั้งไว้ที่ฝาผนังเมื่อปี พ.ศ. ที่สร้าง มีข้อความว่า  พระคันธารราฐนี้  พระอุบาลีมหาเถระซึ่งจำพรรษาอยู่ที่วัดธรรมาราม จ.พระนครศรีอยุธยา

นำมาจากประเทศลังกา ในคราวที่ท่านเป็นสมณทูตพร้อมด้วยพระสงฆ์สยามวงศ์นำพระพุทธศาสนาไปประดิษฐานในประเทศลังกา

แต่ทว่านักโบราณคดีมีความเห็นว่า “ พระคันธารราฐ” เป็นพระพุทธรูปสมัยทวารวดีสร้างขึ้นในระหว่างปี พ.ศ. 1000-1200  และสันนิษฐานว่าก่อนที่จะนำมาประดิษฐานไว้ ณ วัดมหาธาตุในสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่เดิมเคยประดิษฐานอยู่ ณ วัดทุ่งพระเมรุหรือวัดพระเมรุ จ.นครปฐม เนื่องจากทางราชการขุดพบเรือนแก้วที่ชำรุด สันนิษฐานว่าเป็นเรือนแก้วของพระพุทธรูปองค์นี้ ดังนั้น ความเก่าแก่ของ “ พระคันธารราฐ”  จึงเก่าแก่กว่าในสมัยกรุงสุโขทัย ไล่เลี่ยกับยุคสมัยของบุโรพุทโธ บนเกาะชวาในประเทศอินโดนีเซีย

พระคันธารราฐ กล่าวกันว่าเดิมเป็นพระพุทธรูปศิลาเขียว แต่เนื่องจากผ่านกาลเวลามานานจึงทำให้กลายเป็นสีเข้มขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งปัจจุบันดูคล้ายเป็นสีดำ แต่ถ้ามองดูในระยะใกล้ ๆ แล้วจะเห็นเม็ดเล็ก ๆ สีเขียวเพราะทำจากหินทรายแกะสลักเชื่อกันว่าหากบูชาสักการะแล้วจะอายุยืนมั่นคงดั่งศิลา

พระคันธารราฐเป็นพระพุทธรูปศิลาขนาดใหญ่ประทับนั่งห้อยพระบาท ศิลปะแบบทราวดี ปางปฐมเทศนา ปรากฏในโลกเพียง ๖ องค์เท่านั้น (ตามหลักฐานที่มีอยู่ในปัจจุบันโดยในประเทศไทยพบ ๕ องค์และในประเทศอินโดนีเซียพบองค์และประดิษฐานอยู่ ณ ที่ดังกล่าวนี้

            1.วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร จังหวัดนครปฐม มี ๒ องค์คือ ๑. พระพุทธรูปศิลาขาว หรือ หลวงพ่อประทานพร พระประธานในพระอุโบสถ และ ๒.พระพุทธนรเชษฐ์ เศวตอัศมมัยมุนี ศรีทราวดีปูชนียบพิตร หรือเรียกพระนามสั้นว่า พระพุทธนรเชษฐ์ฯ  หรือ หลวงพ่อขาว ประดิษฐาน ณ ลานชั้นลด ( กะเปาะ) ด้านทิศใต้ขององค์พระปฐมเจดีย์

  1. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร กรุงเทพมหานคร ประดิษฐาน ณ อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ มี ๑ องค์เป็นพระพุทธรูปศิลาขาว
  2. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มี ๑ องค์เป็นพระพุทธรูปศิลาขาว
  3. วัดพระเมรุราชิการาม หรือวัดหน้าพระเมรุ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มี ๑ องค์เป็นพระพุทธรูปศิลาเขียวคือ พระคันธารราฐ ประดิษฐานภายในวิหารสรรเพชญ์หรือพระวิหารน้อย
  4. ประเทศอินโดนีเซีย มี ๑ องค์ คือพระพุทธรูปศิลาขาวขนาดใหญ่ปางปฐมเทศนา ประทับนั่งห้อยพระบาท วางฝ่าพระบาทบนดอกบัว ประดิษฐานอยู่ภายในพระวิหารเมนตุด จันตเมนตุด ( CandiMendut ) หรือวัดเมนตุด (Mendut Temple )พุทธสถานขนาดเล็กที่เก่าแก่ที่สุดในเมืองยอกการ์ต้า ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นอาคารทรงปราสาทยอดสถูปที่สร้างครอบศาสนสถานเดิมที่ก่อด้วยอิฐ มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสทำจากหินภูเขาไฟเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ ตั้งอยู่ห่างจากบุโรพุทโธไปทางทิศตะวันออก ๓  กิโลเมตร วัดเมนตุดเป็นวัดในพุทธศาสนานิกายมหายาน มีพระพุทธรูปศิลาขาว มีขนาดสูง ๓ เมตร แกะสลักจากหินลาวาภูเขาไฟ อายุประมาณ ๑,๒๐๐ ปี หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันตก ซึ่งนับว่าแปลกกว่าองค์พระพุทธรูปในจันทิ (วัด,เจดีย์) อื่น ๆ ที่ล้วนหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออกทั้งสิ้นและเมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์     พ.ศ. ๒๕๐๓ ในหลวงรัชกาลที่ ๙ และพระราชินีได้เสด็จฯทรงทอดพระเนตรพระวิหารบุโรพุทโธ และพระวิหารเมนตุด ทางสมาคมพุทธศาสนาแห่งอินโดนีเซียได้ทูลเกล้าฯถวายพระพุทธรูปองค์หนึ่งพร้อมด้วยธงฉัพพรรณรังสี ซึ่งเป็นธงสัญลักษณ์ทางพระพุทธศาสนา

พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญบรมไตรโลกนาถนิยมเรียกโดยย่อว่า พระพุทธนิมิต เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องใหญ่ประดิษฐานอยู่ที่วัดหน้าพระเมรุ มีพุทธลักษณะงดงาม และเป็นพระพุทธรูปประธานในพระอุโบสถวัดพระเมรุราชิการามวรวิหาร นิยมเรียกโดยย่อว่า วัดหน้าพระเมรุ หรือ วัดพระเมรุ ตั้งอยู่ในตำบลท่าวาสุกรี อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยาขนาดและลักษณะพระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญบรมไตรโลกนาถ เป็นพระพุทธรูปปางโปรดพญาชมพูบดี บ้างเรียกว่า        ปางทรมานพระยามหาชมพู หล่อด้วยทองสำริดลงรักปิดทอง หน้าตักกว้างประมาณ 4.5 เมตร สูงประมาณ    6 เมตร พระอิริยาบถประทับนั่งขัดสมาธิ พระหัตถ์ซ้ายวางหงายบนพระเพลา (ตัก) พระหัตถ์ขวาวางคว่ำบนพระชานุ (เข่า) ทรงเครื่องต้นอย่างพระมหากษัตริย์ บ้างว่าเป็นพระพุทธรูปประจำปีกุนด้วย ประวัติการสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์ สันนิษฐานว่าพระพุทธรูปองค์นี้สร้างขึ้นพร้อมวัดหน้าพระเมรุในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ต่อมาสันนิษฐานว่าได้รับการปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง เนื่องจากมีพุทธลักษณะคล้ายคลึงกับพระพุทธรูปปูนปั้นที่ประดิษฐานอยู่ภายในเมรุทิศ เมรุมุมของ   ระเบียงคต วัดไชยวัฒนารามที่สร้างขึ้นในรัชกาลของพระองค์วัดนี้ยังไสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ วัดหน้าพระเมรุรอดพ้นจากการถูกทำลายเมื่อนี้ยังได้รับการบูรณะอีกครั้งในสมัยคราวเสียกรุงฯ ครั้งที่ 2

ต่อมาในสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) โปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์วัดหน้าพระเมรุและพระประธานองค์นี้ และพระราชทานนามพระประธานว่าพระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญบรมไตรโลกนาถ โดย พระยาไชยวิชิต (เผือก) ผู้รักษาพระนครศรีอยุธยาในสมัยรัชกาลที่ 3 ในขณะนั้นได้ปฏิสังขรณ์โดยรักษาแบบอย่างของเดิมไว้เป็นส่วนมาก รวมถึงคงลักษณะที่วัดนี้ไม่ได้ทำหน้าต่างไว้ มีแต่ช่องลูกกรงช่องเล็ก ๆ ซึ่งเป็นแบบนิยมในสมัยสุโขทัยและสมัยอยุธยาตอนต้นสมัยนั้นพระอุโบสถยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังซึ่งรวมถึงภาพภิกษุณี แต่ผู้ซ่อมแซมในสมัยต่อ ๆ มาได้ฉาบปูนขาวทับไว้เสียหมด

นอกจากพระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถในพระอุโบสถและพระคันคันธารราฐที่วิหารเขียนแล้ว วัดหน้าพระเมรุยังมีพระพุทธรูปที่มีอายุเก่าแก่อีกสามองค์ได้แก่

พระพุทธลีลา 800 กว่าปี สมัยลพบุรี ณ พระวิหารหลวง

หลวงพ่อขาว 500 กว่าปี ด้านหลังพระอุโบสถ

หลวงพ่อเขียงแสน 700 กว่าปี เนื่องจากป้ายบอกทางไม่เด่นชัดน่าจะประดิษฐานในศาลาด้านหลังวิหารหลวง

ด้วยบุญญาธิการอันศักดิ์สิทธิ์แห่งหลวงพ่อพระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ และพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในกรุงศรีอยุธยาที่ปกป้องคุ้มครองบ้านเมืองจึงทำให้กรุงศรีอยุธยารอดพ้นจากข้าศึกมาตลอด วัดหน้าพระเมรุจึงเป็นวัดที่สำคัญหนึ่งในกรุงศรีอยุธยาที่ไม่ถูกพม่าทำลายที่ควรค่าแก่การรักษาดูแลบูรณะให้ลูกหลานได้เรียนรู้สืบไป

Tags : , , , , , ,
แสดงความคิดเห็น