วิเคราะห์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก “ศึกแดงเดือด” ลิเวอร์พูล พบ แมนยู

16/01/2021 tao88

เกมพรีเมียร์ลีกนัดสำคัญประจำสัปดาห์นี้ เป็นคู่อื่นไปไม่ได้นอกจากศึกแดงเดือดนัดแรกของฤดูกาลนี้ ถือได้ว่าเป็นเกมแดงเดือดที่มาได้ถูกที่ถูกเวลา สถานการณ์ของทั้งคู่กำลังน่าสนใจ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดต้องบุกไปเยือน สนามแอนฟิลด์ ของแชมป์เก่าลิเวอร์พูล ในฐานะทีมนำหัวตาราง แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 36คะแนน เจ้าบ้าน ลิเวอร์พูล อันดับสอง 33คะแนน ลงสนามเท่ากันที่ 17นัด นับว่าเป็นแดงเดือดที่มีความหมายมากที่สุดในรอบหลายปี

สถานการณ์ของทีมเจ้าบ้าน ลิเวอร์พูล ของ เจอร์เก้น คล็อปป์ นัดล่าสุดที่ลงสนามคือเกม เอฟเอคัพ ที่เอาชนะ แอสตันวิลล่า ชุดสำรอง ไป 4-1 แต่ก่อนหน้านั้น ลิเวอร์พูล ไม่ชนะในลีกมา3นัดติดต่อกัน เสมอ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ในแอนฟิลด์ 1-1 ออกไปเยือน นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด เสมอ 0-0 และบุกไปเยือน เซาแธมป์ตัน แพ้ 1-0 ผลงานของลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้ขาดความคงเส้นคงวาที่เคยมี ตั้งแต่ชนะ3นัดรวดช่วงออกตัวเริ่มฤดูกาลหลังจากนั้น ทีมหงส์แดง ไม่เคยชนะเกินกว่า 2นัดติดต่อกันอีกเลย ฟอร์มนัดเยือนคือปัญหาของลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้ เล่นเกมเยือนไปแล้ว 9นัด  ชนะ 2 เสมอ 5 แพ้ 2 เก็บได้ แค่11คะแนน จาก27 แต่ผลงานในบ้านยังคงแข็งแกร่งเช่นเคย หลังจากที่พ่าย คริสตัล พาเลซ 1-2 ในเดือนเมษายน 2017 ลิเวอร์พูลก็ไม่แพ้ใครในบ้านมาแล้ว 67นัดติดต่อกัน เฉพาะในฤดูกาลนี้  เล่นในบ้าน 8 นัด ชนะ 7 เสมอ 1 ดังนั้น คงไม่มีใครจะเป็นคู่แข่งที่แอนฟิลด์ ได้สมน้ำสมเนื้อเท่า แมนยูไนเต็ด ของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ในเวลานี้

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีผลงานเกมนอกบ้านเป็นอันดับ 1ในลีก ในฤดูกาลนี้ ลงเกมเยือนไปแล้ว 8นัด ชนะ 7 เสมอ 1 ถ้านับรวมฤดูกาลที่แล้ว ไม่แพ้นอกบ้าน 15นัด  แมนฯยูไนเต็ด พบความพ่ายแพ้เกมเยือนนัดสุดท้าย ต้องย้อนไปเกือบ 1ปีเต็ม และก็ไม่ใช่ที่ไหน พ่ายแพ้แก่ ลิเวอร์พูลที่ แอนฟิลด์  2-0 ดังนั้น นี่คือการยืนยันความสำคัญในเกมแดงเดือดนัดนี้

สถานการณ์ของทีมเยือน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังจากเริ่มฤดูกาลอย่างย่ำแย่ เก็บได้แค่ 7คะแนน จาก 6นัดแรก ก็ค่อยๆปรับทีมให้ลงตัวมากขึ้น กับการเข้ามาของนักเตะใหม่ๆ และการฟิตจากอาการบาดเจ็บของ พอล ป็อกบา และ เอริค ไบยี่ ก็ทำให้ผลงานใน 11นัดล่าสุด ชนะ 9 เสมอ 2 เก็บได้ถึง 29 คะแนนพาทีมบินสูงยึดหัวตารางได้สำเร็จ แต่ในฤดูกาลนี้ ทีมของ โอเล่ ยังไม่เคยเอาชนะทีมใหญ่ หรือ ทีมกลุ่มนำในลีกได้เลย แพ้ สเปอร์ส 1-6 , เสมอ เชลซี 0-0 , แพ้ อาร์เซนอล 0-1 , เสมอ แมนฯซิตี้ 0-0 และ เสมอ เลสเตอร์ 0-0 ดังนั้นนัดนี้คือบททดสอบสำคัญว่า แมนฯยูไนเต็ด ดีพอที่จะเป็นผู้ท้าชิงหรือไม่ และผลการแข่งในนัดนี้ไม่ได้มีผลกับแค่สองทีมเท่านั้น แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ลงสนามน้อยกว่า กำลังมองถึงโอกาสขึ้นหัวตารางเช่นกัน หากผลการแข่งขันออกเสมอ หรือ ลิเวอร์พูลเป็นฝ่ายชนะ จะเป็นผลดีต่อทีมเรือใบสีฟ้าทันที

สภาพความพร้อมของเจ้าบ้าน ลิเวอร์พูล 
เจอร์เก้น คล็อปป์ คงไม่บ่นเรื่องโปแกรมการแข่งขันเท่าไร เพราะทีมของเขาได้พักมา 8 วันก่อนเกม ปัญหาของนายใหญ่ชาวเยอรมัน อยู่ที่แผงหลังของเขา ทั้งอาการบาดเจ็บยาวของกัปตันทีมจอมแกร่ง เวอร์จิล ฟานไดจ์ค , โจ โกเมซ และ โจเอล มาติป ก็สลับกันบาดเจ็บตลอด ฟอร์มของฟูลแบ็คทั้งสองข้างก็ตกลงจากฤดูกาลก่อน โดยเฉพาะ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ ที่ถูกเปลี่ยนตัวออกบ่อยครั้งในช่วงหลัง  โจเอล มาติป ยังต้องทดสอบความฟิต คล็อปป์ จะพลาดการใช้งาน ดิโอโก้ โชต้า และ นาบี เกอิต้า จะมีเพียง สามประสานแดนหน้าเท่านั้นที่อยู่ครบทำให้ คล็อปป์ อุ่นใจได้บ้าง

สภาพความพร้อมของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

แม้ทีมของ โซลชาร์ จะลงเกมตกค้างกับ เบิร์นลี่ย์ ในคืนวันอังคารที่ผ่านมา แต่การได้พัก 5วันก่อนเกมก็มากพอที่จะฟื้นฟูสภาพความฟิตของทีมให้กลับคืนมา รายชื่อตัวจริงในเกมเยือน ลิเวอร์พูล คงจะไม่ต่างกับนัดที่แล้วกับ เบิร์นลี่ย์ มากนัก อาการบาดเจ็บของ อองโตนี่ มาร์กซิยาล เป็นเรื่องเล็กน้อยเท่านั้นไม่น่าจะมีปัญหา เช่นเดียวกับ ในรายของ วิคตอร์ ลินเดเลิฟ ที่ได้พักก็น่าจะกลับมาฟิตให้เป็นตัวเลือกในแผงหลัง บรูโน เฟอร์นันเดส พร้อมสำหรับแดงเดือดครั้งแรกของเขา สภาพทีมโดยรวมค่อนข้างพร้อมมากในเกมนี้

Tags : , , , , , , , ,
แสดงความคิดเห็น